ผู้เขียน หัวข้อ: อภินิหารรูปถ่ายหลวงพ่อ กวย ชุตินธโร ตอนที่ 5  (อ่าน 2595 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ chusak

  • สมาชิกใหม่
  • *
  • Thank You
  • -Given: 0
  • -Receive: 0
  • กระทู้: 34
  • พลังน้ำใจ 0
                              ..."หลวงพ่อ กวย ชุตินธโร"พระอริสงฆ์แห่งแดนคนจริง....
                  ...เรานี้ ขึ้นชื่อว่าเรายังเป็น"คน"อยู่ ก็ย่อมต้องมี สุข ทุกข์ ปะปนกันไป ตราบใดที่เรายังวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้
ข้าพเจ้าก็ เช่นเดียวกัน ไม่ต่างกัน เรานี้มีพ่อคือ"หลวงพ่อ กวย ชุตินธโร"เป็นที่พึ่งเดียวกัน ถึงจะตกก็จะไม่ตกจนแตกสลาย ใจมีที่ยึดมั่น
ขอบารมี ของ"หลวงพ่อ กวยชุตินธโร" โปรดจงปกปักรักษา พวกเราพี่ๆน้องๆทุกๆคนจงมีแต่ความสุขสวัสดี เทอญ"นะ สิ วัง พรหมา -
-มะ อะ อุ" ...ชั่วนิจนิรันดร์....
                                             ..."เจ้าพ่อเสือแยกเขี้ยว"...
                     ...ครั้งหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นช่วงปลายพรรษา ช่วงเข้าพรรษานี้ ทางวัดของข้าพเจ้าก้มักจะได้รับไปงานกิจนิมนต์บ่อยขึ้น มีทั้งงานบุญ งานบ้าน งานอะไรต่อมิอะไร ฯลฯ พรรณาไม่ถูก เพราะอำเภอบ่อพลอยนั้น ก็เป็นอำเภอใหญ่อำเภอหนึ่ง แต่พระที่เป็นนิกายธรรมยุตนั้น มีอยู่เพียงวัดเดียวเท่านั้น ก็เลยได้ไปสัญจรกัน(ภาษาพระเขาเรียกเปิดหูเปิดตา)บางทีก็ได้เข้าไปในบ้านที่ไม่เคยและไม่มีโอกาสจะได้เข้า อย่างเช่น บ้านของพวก ส.ส. ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ประมาณนั้น และหนึ่งในงานกิจนิมนต์ ที่ข้าพเจ้ารู้สึกสนใจสักหน่อย ก็เห็นจะเป็นงาน ของพวกองค์ๆเทพๆ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า"งานเจ้า" ประมาณนั้น ...
               ...ก็พอดีมันมีอยู่วันหนึ่งข้าพเจ้ากับพวกพระใหม่นั้น ไปหัดทำขาบาตร(ที่ลองบาตรพระ)ที่ทำด้วยไม้มะขามกลึงเป็นเส้นๆ แล้วถักสานกันให้เป็นรูปบานๆ สองฝั่ง(ไปดูกันที่วัดเองนะ)ข้าพเจ้าก็ไปฝึกหัดเรียนรู้ด้วยเหมือนกัน มีวิชาไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร ข้าพเจ้าก็ไปหัดทำอยู่หลายวันมันก็ยากเหมือนกัน แต่ก็พอทำได้ไม่ถึงกับทำยากจนเกินไป ก็เป้นอันสรุปว่าหัดทำกันอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ ก็พอทำได้แต่ไม่ถึงกับสวยมาก ที่นี้ มันมีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งแต่ผู้เดียวอยู่ที่หน้ากุฏิของท่านเจ้าอาวาส(มือก็ทำไปด้วย) ก็ปรากฏว่ามีผู้ชายสุงอายุคนหนึ่ง มาที่กุฏิพระเดินดิ่งเข้ามาเลย อ้าว!!!ข้าพเจ้าก็นึกในใจ เอ๊ะ!!!อีตาคนนี้ทำใมไว้นวดไว้เครายาวยังกับนักพรตหนังจีนกำลังภายใน โอ่!!! ใครหว่า!!!ข้าพเจ้าก็คิดว่าเดี๋ยวแกเห็นเราก็คงจะยกมือไหว้ทักทายเราดีๆละมั้ง เพราะเราเป็นพระนี่!!!ที่เรื่องจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นซิ แกเดินผ่านข้าพเจ้าไปเฉยเลย แบบชนิดที่ว่า ไม่เห็นเราอยู่ในสายตาแกเลย ข้าพเจ้าก็คิดไปว่า อีตาคนนี้ไม่รู้จักพระรู้จักเจ้า มารยาทไม่ดีเอาเสียเลย !!!เดียวเถอะ!!!รู้จักลุกศิษย์"หลวงพ่อ กวย ชุนตินธโร"แห่ง วัดบ้านแค น้อยไปซะแล้ว!!!อีกอย่างนิสัยของข้าพเจ้าก็เป็นอย่างนี้ซะด้วยใครมาดี ก็จะดีไป ใครมาแรงก็เจอกันหน่อย!!!ขณะที่อีตานักพรตหนังจีนคนนั้นกำลังจะเดินเข้าไปในกุฏิของท่านเจ้าอาวาสเท่านั้นล่ะ!!!
ปากของข้าพเจ้าก็เกิดเรื่องอัศจรรย์ขึ้นอยู่นิสัยของข้าพเจ้าที่ไม่มีนะที่จะเป็นเบบนี้"ทันใดนั้นที่ข้าพเจ้ากำลังนึกในใจอยู่ว่า"รู้จัก ลูกศิษย์ หลวงพ่อ กวย ชุตินธโร"น้อยไปเสียแล้ว ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตัวเองขึ้นมา ข้าพเจ้าเลยพูดเสียงดังตามหลังออกไปว่า !!!ไง!!!มองหน้าแค่นี้ต้องแยกเขี้ยวให้เลยหรือโยม!!!!ข้าพเจ้าก็ตกกะใจในคำพูของข้าพเจ้า เหมือนกันจึงรีบเอามือปิดปากเอาไว้ (เฮ้ย!!!นี่เราพูดอะไรออกไปว่ะเนี้ย) ก็เลยหันไปที่อีตานักพรตนวดยาวนั้น แกก็หันมามองหน้าของข้พเจ้าแล้วทำตาดุๆใส่ อยู่ประมาณนาทีกว่าๆ แล้วก็ยกมือไหว้ข้าพเจ้าเฉยเลย แถมยังมีสำมาคารวะให้อีก แต่แกก็ไม่พูดอพไรมากนะ ข้าพเจ้าพอสังเกตุดู!!!ไง๋!!!แกไปไหว้อะไรอยู่บนหัวเราว่ะ!!!แถมตาก็มอง อะไก้ไม่รู้บนหัวข้าพเจ้า แล้วทำปากขมุบขมิบ เหมือนคุยอยู่กับใครอยู่ เอ่อ!!!ข้าพเจ้ายืนอยู่นี่ แกไม่มอง พอสักพักแกก้เหลือตามามองข้าพเจ้า แล้วถามด้วยสำเนียงอันนอบน้อมว่า"ท่านเจ้าอาวาสอยู่ใหมครับ กระผมจะมานิมนต์ไปฉันเพลงานไหว้ครูของผมพรุ้งนี้สักหน่อย" ข้าพเจ้าก้บอกแกไปว่า"อยู่" เชิญโยมเข้าไปในกุฏิด้านในเถิด แกก้ยิ้มแล้วเดินเข้าไป หายไปสักพักหนึ่ง แล้วแกก้เดินออกมา ก่อนกลับแกก้หันมาบอกกับข้าพเจ้าว่า"นิมนต์ท่านไปด้วยนะ"ข้พเจ้าก็พยักหน้าให้แกแตก้ไม่ยิ้มไม่หันไปมองมาก พออีกวันไปงานแก โอ้โห้!!!คนเพียบเลย เจ้าองค์ทรงเทพ นับไม่ถูก แต่ข้าพเจ้าก็ไปฉัน โดยที่ไม่มีกิริยาสนใจเจ้าองค์ทรงเทพเลย (เจอมาเยอะแล้ว) ชาติเสือมันต้องไว้ลาย ลูกเสือก็ต้องมีลายเสือ กล่าวคือ ปฏิปทาของพ่อเป็นอย่างไร ลูกก้ควรดำริตาม แต่วันนั้น อีตานักพรตหนังจีนซิ แกเข้าทรงเลย เห็นแกสำแดงเดชใหญ่ ร้อง !!!โฮก!!!!ฮาก!!!!ๆๆๆ จ๊าก!!!!ลูกศิษย์แกเยอะนะ มารู้ตอนหลังว่า แกเป็นทรง"เจ้าพ่อเสือ"ข้าพเจ้างี้แปลกใจมากๆ เอ้า!!! ก็วันนั้นไม่รู้นึกยังไงไม่รู้ ดันพูดออกไปว่า"มองหน้าแค่นี้ต้องแยกเขี้ยวให้" (ไม่ได้เตี้ยมกันด้วย ข้าพเจ้าไม่รู้จริงๆ) แล้วข้าพเจ้าก้ชุกคิดขึ้นมาได้ว่า ตอนอีตานักพรตหนังจีนนี้จะเข้าไปหาท่านเจ้าอาวาสนั้น เขาไม่ยอมทักเราเลย ก็เลยระลึกถึงหลวงพ่อว่า รู้จัก"ลูกศิษย์ หลวงพ่อ กวย ชุตินธดร"น้อยไป" ข้าพเจ้าคิดว่านี่คงจะเป็นเพราะบารมีของหลวงพ่อแน่ๆที่ต้องการจะให้"เจ้าพ่อเสือ"ที่ทรนงตนว่าเป็นเทพผู้มีฤทธิ์อะไรประมาณนั้น ให้รู้จักพระสงฆืองค์เจ้าบ้าง และที่สำคัญที่ไม่ไหว้พระนี่ เท่ากับเป้นการดูถูกกันว่า พระองค์นี้ไม่มีดีอะไรให้สมควรไหว้(ข้าพเจ้าพิจรณาดู)ไม่มีครูบาร์อารย์ "หลวงพ่อของพวกเรา"ท่านก้เลยสำแดงอภินิหารให้ได้ประจักษ์ โดยที่มาดลจิตดลใจให้ข้าพเจ้า อุทานออกไปอย่างนั้น เพราะปกติ นิสัยของข้าพเจ้านั้น จะไม่ใชคนพูดอย่างนี้"หลวงพ่อ"ท่านอาจจะเกรงว่า ลูกของท่านจะโดนดูถูกก้เลย เมตตาสงเคราะห์ให้ประการ เช่นนี้ ข้าพเจ้าก็เลยยกมือสาะขึ้นในใจว่า สาธุๆๆๆๆ ...
                                           ..."บอกเจ้าให้รู้กาละเทสะกันบ้าง"...    
                    ...หลวงพ่อไม่เคยทิ้งลูกของท่านเลย ข้าพเจ้าซาบซึ้งใจเหลือเกิน ก็เรื่องทำท่าจะจบแล้วนะแต่ขณะที่พระสงฆ์กำลังฉันเพลกันอยู่นั้น พวกเจ้าองค์ทรงเทพก็ได้สำแดงอิทธิ์ฤทธิ์ กันใหญ่เลย พอข้าพเจ้าฉันเสร็จ ข้าพเจ้าก็นั่งรอพระผู้ใหญ่อยู่ ที่นี้สายตามันก็ดันหันไปเห็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งามขึ้นมานะซิ ก็พวกคุณเจ้าๆทั้งหลาย แกนึกยังไงกันไม่ทราบไปเอาเก้าอี้มานั่งไกล้ๆพระเลยตอนองค์ยังไม่ลงก็ยังนั่งกับพื้นกันอยุ่ดีๆ(คือเตี้ยกว่าพระ)พอองค์มาเท่าล่ะ!!!ชิชะ!!!จะมานั่งสูงกว่าพระแถมยังมานั่งค้ำหัวพระซะด้วย 10 กว่าองค์(สำนักใหนบ้างก็ไม่รู้)ข้าพเจ้าเห้นว่ามันไม่เป็นการสมควร ท่านเจ้าอาวาสก็คงจะเกรงใจท่านเจ้าเจ้าภาพ(ท่านเป็นพระนักพัฒนา)ท่านก้ไม่ได้พูดว่าอะไร พวกโยมๆนะหรือ สงสัยกลัวเจ้าจะจับหักคอหรือไงไม่รู้ เงียบ เฉยๆกัน ข้าพเจ้าก็นั่งมองอยู่ครู่หนึ่ง ก็ปรารภในใจให้ถึงการไม่บังควรของพวกเจ้าๆองค์ๆ ให้"หลวงพ่อ"ฟัง และทันใดนั้นเองอยู่ๆข้าพเจ้าก็ขนลุกไปทั้งตัว และมีความ "ฮึกเฮม" ใจอย่างบอกไม่ถูก ใจตอนนั้นประมาณว่าให้เดินผ่านกองไฟยังได้เลย (อารมณ์นั้น) ระลึกถึง"หลวงพ่อ"ตลอด กับภาวนาเป็น ชื่อและฉายา ของ"หลวงพ่อ"ลงท้ายด้วย คาถา ตวาทหิมภาณ และทันใดนั้นเอง พี่ๆน้องๆเชื่อใหม อยู่ๆข้าพเจ้าก็ชี้นิ้วไปยังพวก เจ้าองค์ทรงเทพ พวกนั้น แล้วพูดออกไปเสียงดังๆว่า(ตรงนี้มีสตินะ) !!!ไง!!!ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงกันหรือ เป็นเจ้าดีๆไม่ชอบ เดี๋ยวเถอะๆ พระสงฆ์องค์เจ้าท่านนั่งอยู่ตรงนี้ มานั่งค้ำหัวท่านได้ยังไง เล่นเอาทั้งเจ้าพิธี ท่านเจ้าอาวาสตะลึงพักเดียวบรรดาคุณ เจ้าองค์ทรงเทพ ลงกันไปนั่งสงบเสงี่ยม ยกมืออภิวาทกันอยูที่พื้นเกลี้ยงเลย ท่านเจ้าอาวาสท่านก็ยิ้มไม่ว่าอะไร ข้าพเจ้าไม่เคยคิดเกรงกลัวเลย เพราะว่าผิดก็คือผิด เพราะข้าพเจ้าคิดอยู่เสมอว่า หลวงพ่อของพวอเรานี้ท่านย่อมไม่ปล่อยให้อะไรก้แล้วแต่ ที่ทำไม่ดีมารังแกทำร้ายลูกของท่านได้แน่นอน ข้าพเจ้าคิดอย่างนี้จริงๆ ...
                                             ..."ก็ส่วนใหญ่นั้นไม่จริง"
                   ...ณ เวลานั้นก็ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเก่งหรือทรนงตน เพราะรู้ดีอยู่เสมอ ว่าเพราะบารมีของ"หลวงพ่อ"ไม่ใช่เพราะตัวเรา ตัวเรานั้นไม่มีดี แต่ไม่ชอบเห็นชาวบ้านเขา หลงกลัวอะไรกันไม่ถูกกาละเทสะกัน ก็เลยพูดออกไปอย่างนั้น แต่เจ้าดันเกรงใจเรา ก็งงๆ เหมือนกัน อันที่จริงถ้าจะพูดกันแบบตรงไปตรงมา ก้ไอ้ที่เราพิรณาดุส่วนใหญ่ที่มากันก็พวกผีทั้งนั้น พวกแอบอ้างมากินเครื่งเซ้นสังเวย แต่ขี้เกียจขัดคอ มันเจ้าจริงมีน้อยเทวดานี้ เขาไม่มากันบ่อยๆหรอก เขามีศีลมีธรรมไอ้นี่ ไม่รู้จักกาละเทสะ ข้าพเจ้าไม่ขอวิพากวิจารณื เป็นอันว่า วันนั้นพอกลับวัดไป ตอนเย้นๆโยมพี่สาวเขามาหาที่วัด มาเล่าให้ฟังว่าได้ไปเจออีตาลุงนักพรตนั้นมาที่ในหมู่บ้าน พอเห็นดยมพี่สาวของข้าพเจ้าแกก็รีบเดินเข้ามาถามเลยว่าข้าพเจ้าเป็นลูกศิษย์ของพระเกจิองค์ใด เพราะแกนิมิตเห็นก็ด้วยว่าวันที่จะไปนิมนต์พระ อยู่ๆแกก็วูบไปแถวๆหน้ากุฏิท่านเจ้าอาวาส แบบสลึมสลือประมาณนั้น สายตาแกก็รู้สึกไปว่าได้พูดคุยกับพระองค์หนึ่ง สงสัยจะเป็นพระที่เป็นครูบาร์อาจารย์ของพระน้องชายหนู แกบอกว่าแกใคร่ที่อยากจะรู้ โยมพี่สาวของข้าพเจ้าก็บอกกับแกไปว่า พระน้องชายหนู ท่านนับถือ "หลวงพ่อ กวย ชุตินธโร" แห่งวัดบ้านแคมาก เรื่อง คาถาอาคมนั้นหนูไม่ค่อนได้สนใจสักเท่าใดนัก(โยมพี่สาวของข้าพเจ้าเน้นปฏิบัติแบบสายหลวงปู่มั่น) ถ้าสงสัยอย่างไรก็ให้ไปถามท่านเองเถิด  เท่านั้นล่ะ อีตานักพรตหนังจีนนั้น ก็ได้อุทานออกมาว่า "หลวงพ่อ กวย"องค์นี้เก่งเหลือเกิน ...
                                        ..."ประดิษฐานอยู่กลางดวงใจ"...
                  ...เมื่อข้าพเจ้าได้ฟังเรื่องที่โยมพี่สาวของข้าพเจ้านั้นได้เล่ามา ข้าพเจ้าก็ไม้ได้มีอาการเริงตัวเองเลยสักครั้ง ข้าพเจ้าน้ำตาคลอเบ้า ที่ได้มีบารมีของ"หลวงพ่อ กวย ชุตินธโร"นั้นเป้นที่พึ่ง หลวงพ่อที่ไม่เคยทอดทิ้งลูกคนนี้เลย "ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก"และรู้อยู่เสมอว่าข้าพเจ้าไม่ได้มีดีอะไรแต่หากเป็นเพราะคุณงามความดีที่ข้าพเจ้านั้นตั้วใจทำถวายแด่ท่าน ต่างหาก "หลวงพ่อ"ท่านจึงรับรู้เละเห็นถึงความตั้งใจจริงของข้าพเจ้า ดังนั้น ไม่ว่าข้าพเจ้าจะอยู่ ณ ที่แห่งหนตำบลใด ก็ตาม "หลวงพ่อ"ก็จะมาปรพดิษฐานอยู่กลางดวงใจของข้าพเจ้า และพี่ๆน้องลูกของท่านทุกๆคนตลอดกลา ข้าพเจ้านั้น จะขอทำแต่ความดีถวายแด่ท่าน "หลวงพ่อ กวย ชุตินธโร"ตลอดไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ...
................................สาธุ.....สาธุ.....สาธุ.......ทุกลมหายใจ....
               ....เนื่องด้วยข้าพเจ้าได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่แล้ว ในการพิมพ์เรื่องราวและเล่าประสบการณ์ของข้าพเจ้าเพื่อที่จะให้พี่ๆน้องๆได้อ่านฟังกัน แต่ด้วยความที่ว่า ไม่มีความรู้เรื่องคอมฯมาก่อนก็เลยพิมพ์ได้ช้าและไม่ตรงตามเป้าหมายที่ได้เคยกล่าวไว้(แต่ข้าพเจ้านั้นได้เรียบเรียงเป็นตัวอักษรไว้แล้วตามที่กล่าว)ข้าพเจ้าจึงกราบขออภัย มาที่ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ แต่ก็จะพยามพิมพ์ลงตามมาให้อ่านฟังกันเรื่อยๆ ข้าพเจ้า ต้องขอขอบคุณทุกๆท่านที่เข้ามาอ่าน แล้วข้าพเจ้าจะนำประสบการณ์มามาถ่ายทอดให้พี่ๆน้องๆได้อ่านฟังกันใหม่ตอนต่อไปซึ่งจะใช้ชื่อว่า"อภินิหารรูปถ่าย หลวงพ่อ กวย ชุตินธโร ตอน 6...
                                                                 ....ด้วยความเคารพเป็นอย่างสูง....
                                                                 ...."คนเมืองกาญฯ”(บ่อพลอย)...
                                                                        ...กราบสวัสดี....
  


ออฟไลน์ karyud

  • สมาชิก
  • *****
  • Thank You
  • -Given: 0
  • -Receive: 6
  • กระทู้: 775
  • พลังน้ำใจ 6
Re: อภินิหารรูปถ่ายหลวงพ่อ กวย ชุตินธโร ตอนที่ 5
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2011, 05:30:12 pm »
  • Publish


  •        ขอบคุณครับในความตั้งใจของท่าน...อ่านสนุกดี
            หลวงพ่อท่าน ไม่ทิ้งลูกศิษย์ของท่าน รออ่านตอนที่ 6 น่ะครับ

    ออฟไลน์ ลิงแดง

    • สมาชิก
    • ***
    • Thank You
    • -Given: 0
    • -Receive: 1
    • กระทู้: 113
    • พลังน้ำใจ 1
    Re: อภินิหารรูปถ่ายหลวงพ่อ กวย ชุตินธโร ตอนที่ 5
    « ตอบกลับ #2 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2011, 07:32:09 pm »
  • Publish
  • รออ่านตอนต่อไปงับ เร็วๆนะงับ
    ยันตะนุพาพะหะวาราอิติ

    ออฟไลน์ โก้ จีนสาตร์

    • สมาชิก
    • *****
    • Thank You
    • -Given: 1
    • -Receive: 6
    • กระทู้: 3191
    • พลังน้ำใจ 7
    • อยากคุยกันติดต่อได้ที่เบอร์ 081-5552409 (โก้ครับ)
    Re: อภินิหารรูปถ่ายหลวงพ่อ กวย ชุตินธโร ตอนที่ 5
    « ตอบกลับ #3 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2011, 08:06:11 pm »
  • Publish
  • รอนานแล้วขออีีก  :) :)
    "ศิษย์เปรียบได้เท่ากับลูก อาจารย์เปรียบได้เท่ากับพ่อแม่ กูอนุญาตให้พวกมึงไปฆ่าศิษย์กูไม่ได้ แต่ถ้าวันใดมันไม่นับถือกูแล้ว หลงลืมกูแล้ว มันต้องตาย
    "
    นี้คือคำพูดของหลงพ่อกวย

    ออฟไลน์ anon

    • สมาชิก
    • *****
    • Thank You
    • -Given: 45
    • -Receive: 2
    • กระทู้: 501
    • พลังน้ำใจ 2
    • หลวงพ่อกวย คือพระในดวงใจ
    Re: อภินิหารรูปถ่ายหลวงพ่อ กวย ชุตินธโร ตอนที่ 5
    « ตอบกลับ #4 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2011, 02:25:08 pm »
  • Publish
  •   ขอบพระคุณครับ รอตอนต่อไปอยู่นะครับ  ;D

    ออฟไลน์ chatchawan48

    • สมาชิก
    • ***
    • Thank You
    • -Given: 0
    • -Receive: 0
    • กระทู้: 247
    • พลังน้ำใจ 0
    Re: อภินิหารรูปถ่ายหลวงพ่อ กวย ชุตินธโร ตอนที่ 5
    « ตอบกลับ #5 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2011, 09:54:17 am »
  • Publish
  • ขอบคุณมากครับ

    ออฟไลน์ weerawat26

    • สมาชิก
    • *****
    • Thank You
    • -Given: 0
    • -Receive: 39
    • กระทู้: 1103
    • พลังน้ำใจ 39
    Re: อภินิหารรูปถ่ายหลวงพ่อ กวย ชุตินธโร ตอนที่ 5
    « ตอบกลับ #6 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2011, 11:55:05 am »
  • Publish
  • "หลวงพ่อ กวย ชุตินฺธโร"พระอริยะสงฆ์แห่งแดนคนจริง

    เรานี้ ขึ้นชื่อว่าเรายังเป็น "คน" อยู่ ก็ย่อมต้องมี สุข ทุกข์ ปะปนกันไป ตราบใดที่เรายังวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้ข้าพเจ้าก็ เช่นเดียวกัน ไม่ต่างกัน เรานี้มีพ่อคือ "หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร" เป็นที่พึ่งเดียวกัน ถึงจะตกก็จะไม่ตกจนแตกสลาย ใจมีที่ยึดมั่นขอบารมีของ "หลวงพ่อ กวย ชุตินฺธโร" โปรดจงปกปักษ์รักษา พวกเราพี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนจงมีแต่ความสุขสวัสดี เทอญ"นะ สิ วัง พรหมา มะ อะ อุ" ชั่วนิจนิรันดร์

    "เจ้าพ่อเสือแยกเขี้ยว"

    ครั้งหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นช่วงปลายพรรษา ช่วงเข้าพรรษานี้ ทางวัดของข้าพเจ้าก็มักจะได้รับไปงานกิจนิมนต์บ่อยขึ้น มีทั้งงานบุญ งานบ้าน งานอะไรต่อมิอะไร ฯลฯ พรรณนาไม่ถูก เพราะอำเภอบ่อพลอยนั้น ก็เป็นอำเภอใหญ่อำเภอหนึ่ง แต่พระที่เป็นนิกายธรรมยุตนั้น มีอยู่เพียงวัดเดียวเท่านั้น ก็เลยได้ไปสัญจรกัน (ภาษาพระเขาเรียกเปิดหูเปิดตา) บางทีก็ได้เข้าไปในบ้านที่ไม่เคยและไม่มีโอกาสจะได้เข้า อย่างเช่น บ้านของพวก ส.ส. ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ประมาณนั้น และหนึ่งในงานกิจนิมนต์ ที่ข้าพเจ้ารู้สึกสนใจสักหน่อย ก็เห็นจะเป็นงาน ของพวกองค์ๆเทพๆ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "งานเจ้า" ประมาณนั้น

    ก็พอดีมันมีอยู่วันหนึ่งข้าพเจ้ากับพวกพระใหม่นั้น ไปหัดทำขาบาตร (ที่รองบาตรพระ) ที่ทำด้วยไม้มะขามกลึงเป็นเส้นๆ แล้วถักสานกันให้เป็นรูปบานๆ สองฝั่ง (ไปดูกันที่วัดเองนะ) ข้าพเจ้าก็ไปฝึกหัดเรียนรู้ด้วยเหมือนกัน มีวิชาไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร ข้าพเจ้าก็ไปหัดทำอยู่หลายวันมันก็ยากเหมือนกัน แต่ก็พอทำได้ไม่ถึงกับทำยากจนเกินไป ก็เป็นอันสรุปว่าหัดทำกันอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ ก็พอทำได้แต่ไม่ถึงกับสวยมาก ที่นี้ มันมีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งแต่ผู้เดียวอยู่ที่หน้ากุฏิของท่านเจ้าอาวาส (มือก็ทำไปด้วย) ก็ปรากฏว่ามีผู้ชายสูงอายุคนหนึ่ง มาที่กุฏิพระเดินดิ่งเข้ามาเลย อ้าว!!!ข้าพเจ้าก็นึกในใจ เอ๊ะ!!!อีตาคนนี้ทำไมไว้หนวดไว้เครายาวยังกับนักพรตหนังจีนกำลังภายใน โอ่!!! ใครหว่า!!!ข้าพเจ้าก็คิดว่าเดี๋ยวแกเห็นเราก็คงจะยกมือไหว้ทักทายเราดี ๆ ละมั้ง เพราะเราเป็นพระนี่!!!ที่เรื่องจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นซิ แกเดินผ่านข้าพเจ้าไปเฉยเลย แบบชนิดที่ว่า ไม่เห็นเราอยู่ในสายตาแกเลย ข้าพเจ้าก็คิดไปว่า อีตาคนนี้ไม่รู้จักพระรู้จักเจ้า มารยาทไม่ดีเอาเสียเลย !!!เดี๋ยวเถอะ!!!รู้จักลูกศิษย์ "หลวงพ่อกวย ชุนตินฺธโร" แห่ง วัดบ้านแค น้อยไปซะแล้ว!!!อีกอย่างนิสัยของข้าพเจ้าก็เป็นอย่างนี้ซะด้วยใครมาดี ก็จะดีไป ใครมาแรงก็เจอกันหน่อย!!!ขณะที่อีตานักพรตหนังจีนคนนั้นกำลังจะเดินเข้าไปในกุฏิของท่านเจ้าอาวาสเท่านั้นล่ะ!!!

    ปากของข้าพเจ้าก็เกิดเรื่องอัศจรรย์ขึ้นอยู่นิสัยของข้าพเจ้าที่ไม่มีนะที่จะเป็นแบบนี้ ทันใดนั้นที่ข้าพเจ้ากำลังนึกในใจอยู่ว่า "รู้จัก ลูกศิษย์ หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร" น้อยไปเสียแล้ว ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตัวเองขึ้นมา ข้าพเจ้าเลยพูดเสียงดังตามหลังออกไปว่า !!!ไง!!!มองหน้าแค่นี้ต้องแยกเขี้ยวให้เลยหรือโยม!!!!ข้าพเจ้าก็ตกกะใจในคำพูดของข้าพเจ้าเหมือนกัน จึงรีบเอามือปิดปากเอาไว้ (เฮ้ย!!!นี่เราพูดอะไรออกไปว่ะเนี่ย) ก็เลยหันไปที่อีตานักพรตหนวดยาวนั้น แกก็หันมามองหน้าของข้าพเจ้าแล้วทำตาดุ ๆ ใส่ อยู่ประมาณนาทีกว่าๆ แล้วก็ยกมือไหว้ข้าพเจ้าเฉยเลย แถมยังมีสัมมาคารวะให้อีก แต่แกก็ไม่พูดอะไรมากนะ ข้าพเจ้าพอสังเกตดู!!!ไง๋!!!แกไปไหว้อะไรอยู่บนหัวเราว่ะ!!!แถมตาก็มอง อะไรก็ไม่รู้บนหัวข้าพเจ้า แล้วทำปากขมุบขมิบ เหมือนคุยอยู่กับใครอยู่ เอ่อ!!!ข้าพเจ้ายืนอยู่นี่ แกไม่มอง พอสักพักแกก็เหลือบตามามองข้าพเจ้า แล้วถามด้วยสำเนียงอันนอบน้อมว่า "ท่านเจ้าอาวาสอยู่ไหมครับ กระผมจะมานิมนต์ไปฉันเพลงานไหว้ครูของผมพรุ่งนี้สักหน่อย" ข้าพเจ้าก็บอกแกไปว่า "อยู่" เชิญโยมเข้าไปในกุฏิด้านในเถิด แกก็ยิ้มแล้วเดินเข้าไป หายไปสักพักหนึ่ง แล้วแกก็เดินออกมา ก่อนกลับแกก็หันมาบอกกับข้าพเจ้าว่า "นิมนต์ท่านไปด้วยนะ" ข้าพเจ้าก็พยักหน้าให้แกแต่ก็ไม่ยิ้มไม่หันไปมองมาก พออีกวันไปงานแก โอ้โห้!!!คนเพียบเลย เจ้าองค์ทรงเทพ นับไม่ถูก แต่ข้าพเจ้าก็ไปฉัน โดยที่ไม่มีกิริยาสนใจเจ้าองค์ทรงเทพเลย (เจอมาเยอะแล้ว) ชาติเสือมันต้องไว้ลาย ลูกเสือก็ต้องมีลายเสือ กล่าวคือ ปฏิปทาของพ่อเป็นอย่างไร ลูกก็ควรดำริตาม แต่วันนั้น อีตานักพรตหนังจีนซิ แกเข้าทรงเลย เห็นแกสำแดงเดชใหญ่ ร้อง !!!โฮก!!!!ฮาก!!!!ๆๆๆ จ๊าก!!!!ลูกศิษย์แกเยอะนะ มารู้ตอนหลังว่า แกเป็นทรง"เจ้าพ่อเสือ"ข้าพเจ้างี้แปลกใจมากๆ เอ้า!!! ก็วันนั้นไม่รู้นึกยังไงไม่รู้ ดันพูดออกไปว่า "มองหน้าแค่นี้ต้องแยกเขี้ยวให้" (ไม่ได้เตี๊ยมกันด้วย ข้าพเจ้าไม่รู้จริงๆ) แล้วข้าพเจ้าก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ตอนอีตานักพรตหนังจีนนี้จะเข้าไปหาท่านเจ้าอาวาสนั้น เขาไม่ยอมทักเราเลย ก็เลยระลึกถึงหลวงพ่อว่า รู้จัก "ลูกศิษย์ หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร น้อยไป" ข้าพเจ้าคิดว่านี่คงจะเป็นเพราะบารมีของหลวงพ่อแน่ ๆ ที่ต้องการจะให้ "เจ้าพ่อเสือ" ที่ทระนงตนว่าเป็นเทพผู้มีฤทธิ์อะไรประมาณนั้น ให้รู้จักพระสงฆ์องค์เจ้าบ้าง และที่สำคัญที่ไม่ไหว้พระนี่ เท่ากับเป็นการดูถูกกันว่า พระองค์นี้ไม่มีดีอะไรให้สมควรไหว้ (ข้าพเจ้าพิจารณาดู) ไม่มีครูบาอาจารย์ "หลวงพ่อของพวกเรา" ท่านก็เลยสำแดงอภินิหารให้ได้ประจักษ์ โดยที่มาดลจิตดลใจให้ข้าพเจ้า อุทานออกไปอย่างนั้น เพราะปกติ นิสัยของข้าพเจ้านั้น จะไม่ใช่คนพูดอย่างนี้ "หลวงพ่อ" ท่านอาจจะเกรงว่า ลูกของท่านจะโดนดูถูกก็เลย เมตตาสงเคราะห์ให้ประการเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็เลยยกมือสาธุขึ้นในใจว่า สาธุๆๆๆๆ

    "บอกเจ้าให้รู้กาละเทสะกันบ้าง"

    หลวงพ่อไม่เคยทิ้งลูกของท่านเลย ข้าพเจ้าซาบซึ้งใจเหลือเกิน ก็เรื่องทำท่าจะจบแล้วนะแต่ขณะที่พระสงฆ์กำลังฉันเพลกันอยู่นั้น พวกเจ้าองค์ทรงเทพก็ได้สำแดงอิทธิฤทธิ์ กันใหญ่เลย พอข้าพเจ้าฉันเสร็จ ข้าพเจ้าก็นั่งรอพระผู้ใหญ่อยู่ ที่นี้สายตามันก็ดันหันไปเห็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งามขึ้นมานะซิ ก็พวกคุณเจ้า ๆ ทั้งหลาย แกนึกยังไงกันไม่ทราบไปเอาเก้าอี้มานั่งใกล้ ๆ พระเลย ตอนองค์ยังไม่ลงก็ยังนั่งกับพื้นกันอยู่ดี ๆ (คือเตี้ยกว่าพระ) พอองค์มาเท่าล่ะ!!!ชิชะ!!!จะมานั่งสูงกว่าพระแถมยังมานั่งค้ำหัวพระซะด้วย 10 กว่าองค์ (สำนักไหนบ้างก็ไม่รู้) ข้าพเจ้าเห็นว่ามันไม่เป็นการสมควร ท่านเจ้าอาวาสก็คงจะเกรงใจท่านเจ้าเจ้าภาพ (ท่านเป็นพระนักพัฒนา) ท่านก็ไม่ได้พูดว่าอะไร พวกโยม ๆ นะหรือ สงสัยกลัวเจ้าจะจับหักคอหรือไงไม่รู้ เงียบ เฉย ๆ กัน ข้าพเจ้าก็นั่งมองอยู่ครู่หนึ่ง ก็ปรารภในใจให้ถึงการไม่บังควรของพวกเจ้า ๆ องค์ ๆ ให้ "หลวงพ่อ" ฟัง และทันใดนั้นเองอยู่ ๆ ข้าพเจ้าก็ขนลุกไปทั้งตัว และมีความ "ฮึกเหิม" ใจอย่างบอกไม่ถูก ใจตอนนั้นประมาณว่าให้เดินผ่านกองไฟยังได้เลย (อารมณ์นั้น) ระลึกถึง "หลวงพ่อ" ตลอด กับภาวนาเป็น ชื่อและฉายา ของ "หลวงพ่อ" ลงท้ายด้วย คาถา ตวาดหิมพานต์ และทันใดนั้นเอง พี่ ๆ น้อง ๆ เชื่อไหม อยู่ ๆ ข้าพเจ้าก็ชี้นิ้วไปยังพวกเจ้าองค์ทรงเทพ พวกนั้น แล้วพูดออกไปเสียงดัง ๆ ว่า (ตรงนี้มีสตินะ) !!!ไง!!!ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงกันหรือ เป็นเจ้าดี ๆ ไม่ชอบ เดี๋ยวเถอะๆ พระสงฆ์องค์เจ้าท่านนั่งอยู่ตรงนี้ มานั่งค้ำหัวท่านได้ยังไง เล่นเอาทั้งเจ้าพิธี ท่านเจ้าอาวาสตะลึงพักเดียวบรรดาคุณเจ้าองค์ทรงเทพ ลงกันไปนั่งสงบเสงี่ยม ยกมืออภิวาทกันอยู่ที่พื้นเกลี้ยงเลย ท่านเจ้าอาวาสท่านก็ยิ้มไม่ว่าอะไร ข้าพเจ้าไม่เคยคิดเกรงกลัวเลย เพราะว่าผิดก็คือผิด เพราะข้าพเจ้าคิดอยู่เสมอว่า หลวงพ่อของพวกเรานี้ท่านย่อมไม่ปล่อยให้อะไรก็แล้วแต่ ที่ทำไม่ดีมารังแกทำร้ายลูกของท่านได้แน่นอน ข้าพเจ้าคิดอย่างนี้จริง ๆ

    "ก็ส่วนใหญ่นั้นไม่จริง"

    ณ เวลานั้นก็ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเก่งหรือทระนงตน เพราะรู้ดีอยู่เสมอ ว่าเพราะบารมีของ "หลวงพ่อ" ไม่ใช่เพราะตัวเรา ตัวเรานั้นไม่มีดี แต่ไม่ชอบเห็นชาวบ้านเขา หลงกลัวอะไรกันไม่ถูกกาลเทศะกัน ก็เลยพูดออกไปอย่างนั้น แต่เจ้าดันเกรงใจเรา ก็งงๆ เหมือนกัน อันที่จริงถ้าจะพูดกันแบบตรงไปตรงมา ก็ไอ้ที่เราพิจารณาดูส่วนใหญ่ที่มากันก็พวกผีทั้งนั้น พวกแอบอ้างมากินเครื่องเซ่นสังเวย แต่ขี้เกียจขัดคอ มันเจ้าจริงมีน้อยเทวดานี้ เขาไม่มากันบ่อย ๆ หรอก เขามีศีลมีธรรมไอ้นี่ ไม่รู้จักกาลเทศะ ข้าพเจ้าไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ เป็นอันว่า วันนั้นพอกลับวัดไป ตอนเย็น ๆ โยมพี่สาวเขามาหาที่วัด มาเล่าให้ฟังว่าได้ไปเจออีตาลุงนักพรตนั้นมาที่ในหมู่บ้าน พอเห็นโยมพี่สาวของข้าพเจ้าแกก็รีบเดินเข้ามาถามเลยว่าข้าพเจ้าเป็นลูกศิษย์ของพระเกจิองค์ใด เพราะแกนิมิตเห็นก็ด้วยว่าวันที่จะไปนิมนต์พระ อยู่ ๆ แกก็วูบไปแถว ๆหน้ากุฏิท่านเจ้าอาวาส แบบสะลึมสะลือประมาณนั้น สายตาแกก็รู้สึกไปว่าได้พูดคุยกับพระองค์หนึ่ง สงสัยจะเป็นพระที่เป็นครูบาอาจารย์ของพระน้องชายหนู แกบอกว่าแกใคร่ที่อยากจะรู้ โยมพี่สาวของข้าพเจ้าก็บอกกับแกไปว่า พระน้องชายหนู ท่านนับถือ "หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร" แห่งวัดบ้านแคมาก เรื่อง คาถาอาคมนั้นหนูไม่ค่อยได้สนใจสักเท่าใดนัก (โยมพี่สาวของข้าพเจ้าเน้นปฏิบัติแบบสายหลวงปู่มั่น) ถ้าสงสัยอย่างไรก็ให้ไปถามท่านเองเถิด  เท่านั้นล่ะ อีตานักพรตหนังจีนนั้น ก็ได้อุทานออกมาว่า "หลวงพ่อกวย" องค์นี้เก่งเหลือเกิน

    "ประดิษฐานอยู่กลางดวงใจ"

    เมื่อข้าพเจ้าได้ฟังเรื่องที่โยมพี่สาวของข้าพเจ้านั้นได้เล่ามา ข้าพเจ้าก็ไม้ได้มีอาการเหลิงตัวเองเลยสักครั้ง ข้าพเจ้าน้ำตาคลอเบ้า ที่ได้มีบารมีของ "หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร" นั้นเป็นที่พึ่ง หลวงพ่อที่ไม่เคยทอดทิ้งลูกคนนี้เลย "ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก"และรู้อยู่เสมอว่าข้าพเจ้าไม่ได้มีดีอะไร แต่หากเป็นเพราะคุณงามความดีที่ข้าพเจ้านั้นตั้งใจทำถวายแด่ท่านต่างหาก "หลวงพ่อ" ท่านจึงรับรู้เละเห็นถึงความตั้งใจจริงของข้าพเจ้า ดังนั้น ไม่ว่าข้าพเจ้าจะอยู่ ณ ที่แห่งหนตำบลใด ก็ตาม "หลวงพ่อ" ก็จะมาประดิษฐานอยู่กลางดวงใจของข้าพเจ้า และพี่ ๆน้อง ๆ ลูกของท่านทุก ๆ คนตลอดเวลา ข้าพเจ้านั้น จะขอทำแต่ความดีถวายแด่ท่าน "หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร" ตลอดไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่

    สาธุ สาธุ สาธุ ทุกลมหายใจ

    เนื่องด้วยข้าพเจ้าได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่แล้ว ในการพิมพ์เรื่องราวและเล่าประสบการณ์ของข้าพเจ้าเพื่อที่จะให้พี่ ๆ น้อง ๆ ได้อ่านฟังกัน แต่ด้วยความที่ว่า ไม่มีความรู้เรื่องคอมฯมาก่อนก็เลยพิมพ์ได้ช้าและไม่ตรงตามเป้าหมายที่ได้เคยกล่าวไว้ (แต่ข้าพเจ้านั้นได้เรียบเรียงเป็นตัวอักษรไว้แล้วตามที่กล่าว) ข้าพเจ้าจึงกราบขออภัย มาที่ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ แต่ก็จะพยามพิมพ์ลงตามมาให้อ่านฟังกันเรื่อย ๆ ข้าพเจ้า ต้องขอขอบคุณทุก ๆ ท่านที่เข้ามาอ่าน แล้วข้าพเจ้าจะนำประสบการณ์มาถ่ายทอดให้พี่ ๆ น้อง ๆ ได้อ่านฟังกันใหม่ตอนต่อไปซึ่งจะใช้ชื่อว่า "อภินิหารรูปถ่าย หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร ตอน 6...


    กระดานสนทนาเว็บไซต์ ศิษย์หลวงพ่อกวย

    Re: อภินิหารรูปถ่ายหลวงพ่อ กวย ชุตินธโร ตอนที่ 5
    « ตอบกลับ #6 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2011, 11:55:05 am »

    ออฟไลน์ SODA 405

    • สมาชิก
    • *****
    • Thank You
    • -Given: 47
    • -Receive: 7
    • กระทู้: 6369
    • พลังน้ำใจ 7
    • ....เก็บ,สะสม,อนุรักษ์.
    Re: อภินิหารรูปถ่ายหลวงพ่อ กวย ชุตินธโร ตอนที่ 5
    « ตอบกลับ #7 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2011, 12:21:08 pm »
  • Publish

  •       ....ขอบคุณที่นำเรื่องราวมาบอกเล่าครับ! :D

    กระดานสนทนาเว็บไซต์ ศิษย์หลวงพ่อกวย

    Re: อภินิหารรูปถ่ายหลวงพ่อ กวย ชุตินธโร ตอนที่ 5
    « ตอบกลับ #7 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2011, 12:21:08 pm »

     


    Facebook Comments